ถังดับเพลิงติดรถยนต์จำเป็นแค่ไหน สำหรับการใช้รถของคุณ
โดย ณัฐพงษ์ เพิ่มพูนสิริ | วันที่ 15 ต.ค. 2024
เวลาอ่าน 8 นาที | ผู้เข้าชม 30 ครั้ง
“อุบัติเหตุ” เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่คาดเดาได้ยากว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่มีต้นเหตุมาจากไฟ ดังนั้นการเตรียมถังดับเพลิงติดรถยนต์เอาไว้ จะช่วยให้คุณอุ่นใจมากกว่า มีใช้ดีกว่าตอนจะใช้แล้วไม่มีแน่นอน คำถามก็คือ “มันจำเป็นแค่ไหน” รถสักคันมีโอกาสจะต้องใช้ถังดับเพลิงในรถยนต์แค่ไหนกัน ไฟไหม้ที่จะเกิดในรถมีกี่แบบ ? ควรติดตั้งถังดับเพลิงในรถยังไงให้ถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย มิสเตอร์ คุ้มค่า รวบรวมคำตอบและประเด็นอื่นที่เกี่ยวกับ ไฟไหม้รถ มาให้แล้ว ตามไปดูกันเลย
ถังดับเพลิง คืออะไร ?
ไปรู้จักกับถังดับเพลิงในลึกลงไปกันหน่อย “ถังดับเพลิง (Fire Extinguisher)” คือ อุปกรณ์ดับเพลิงแบบเคลื่อนที่ ประกอบด้วยถังแรงดันที่บรรจุน้ำหรือสารเคมีดับไฟอื่น ๆ ซึ่งมาพร้อมกับมือจับ ไก เปิดปิด สลักนิรภัย และสายฉีด ออกแบบสำหรับดับเพลิงไหม้ที่ยังไม่ลุกลาม โดยมี “สิ่งที่ต้องคำนึงถีง” ในการเลือกถังดับเพลิง ดังนี้
-
1. น้ำหนักและขนาด
ก่อนเลือกซื้อควรพิจารณาขนาดและน้ำหนักให้ดี โดยเฉพาะการติดตั้งถังดับเพลิงในรถ ถังดับเพลิงควรมีขนาดเล็ก หรือขนาดพกพา ซึ่งมีตั้งแต่ 2 ปอนด์ไปจนถึง 5 ปอนด์
-
2. ประเภทไฟที่ดับได้
หลัก ๆ และ “ประเภทไฟ” มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท คือ ประเภท A, B และ C แนะนำว่าควรเลือกถังดับเพลิงในรถที่มีคุณสมบัติที่สามารถดับเพลิงได้อย่างครอบคลุม
-
3. ราคา
สำหรับถังดับเพลิงในรถยนต์ ราคาในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลาย โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้
- คุณสมบัติของถังดับเพลิงแต่ละประเภท
- มาตรฐานการติดตั้งถังดับเพลิงในรถที่ได้รับการรับรอง
- ชนิดของสารเคมีที่อยู่ภายในถังดับเพลิง เช่น หากเป็นถังดับเพลิงในรถ Co2 อาจมีราคาอยู่ในช่วง 2,000-6,000 บาท
- ขนาดถังดับเพลิง
- Fire Rating ความสามารถในการดับเพลิงของถังแต่ละประเภท แต่ละขนาด
ถังดับเพลิงแต่ละสีต่างกันยังไง ?
ก่อนทำการติดตั้งถังดับเพลิงติดรถยนต์อยากให้ทำความเข้าใจ “สี” ของถังดับเพลิงให้ดีก่อน เพราะถังดับเพลิงในรถแต่ละสี มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
-
ถังดับเพลิงสีแดง
คือ ถังดับเพลิงผงเคมีแห้ง (Dry Chemical) และถังดับเพลิงคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ที่หลายคนคุ้นเคยกันดี และพบได้ทั่วไปตามบ้านพัก อาคาร และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติต่างกัน ดังนี้
- ถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง: เหมาะสำหรับติดตั้งทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกอาคาร
- ถังดับเพลิงชนิดคาร์บอนไดออกไซด์: เหมาะสำหรับติดตั้งภายในอาคารสำนักงาน โรงงาน บ้านพัก และห้องเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
-
ถังดับเพลิงสีเขียว
คือ ถังดับเพลิงชนิดน้ำยาเหลวระเหย (Clean Agent) เหมาะสำหรับติดตั้งภายในห้องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอาคาร เมื่อฉีดออกมาสารเคมีจะระเหยไปในอากาศ ไม่ทิ้งคราบตกค้าง นอกจากจะช่วยประหยัดเวลาทำความสะอาดได้ดี ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ใช้งานด้วย
-
ถังดับเพลิงสีน้ำเงินหรือสีฟ้า
ทั้งสองสี คือ ถังดับเพลิงสูตรน้ำ หรือถังดับเพลิงชนิดละอองแรงดันต่ำ เหมาะสำหรับติดตั้งภายในบ้านพัก อาคารสำนักงาน เป็นต้น นอกจากนี้ถังดับเพลิงสีฟ้าของบางแบรนด์ อาจเป็นถังดับเพลิงชนิดน้ำยาเหลวระเหย ที่มีส่วนประกอบของ HCFC-123 ด้วย
-
ถังดับเพลิงสีเงินหรือสีขาว
ถังดับเพลิงสีเงิน คือ ถังดับเพลิงชนิดโฟม ด้วยความที่ภายในถังบรรจุน้ำที่เป็นส่วนประกอบหลัง AR-AFFF ตัวถังจึงเป็นสแเตนเลส เหมาะสำหรับติดตั้งภายในโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิง/สารระเหยติดไฟ และปั๊มน้ำมัน แต่ไม่สามารถใช้กับเพลิงไหม้ประเภท C ได้ เนื่องจาก “โฟมเป็นสื่อกลางในการนำไฟฟ้า”
ส่วนถังดับเพลิงสีขาว คือ ถังดับเพลิงที่บรรจุสารดับเพลิง Potassium Acetate เหมาะสำหรับติดตั้งในโณงอาหาร ร้านอาหาร หรือห้องครัว เป็นต้น
-
ถังดับเพลิงสีเหลือง
คือ ถังดับเพลิงชนิดน้ำยาเหลวระเหย มีส่วนผสมของสารฮาโลตรอน (Halotron) มีประสิทธิภาพในการดับไฟสูง แต่ปัจจุบันถูกระงับการจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะสารชนิดนี้ส่งผลเสียต่อชั้นบรรยากาศ และเปลี่ยนมาใช้ถังดับเพลิงสีเขียวแทน
นอกจากจะเลือกใช้งานถังดับเพลิงติดรถยนต์ ให้เหมาะสมกับประเภทเพลิงไหม้แล้ว การเลือกซื้อประกันรถที่ตอบโจทย์ ให้ความคุ้มครองครอบคลุมกรณีไฟไหม้รถ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม หากกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่ช่วยให้อุ่นใจตลอดทริป เข้ามาเช็คประกันรถยนต์กับ มิสเตอร์ คุ้มค่า ก่อนใครได้เลย เรายินดีนำเสนอแผนประกันภัยรถยนต์ที่ดีที่สุด ให้คุณเช็คราคาประกันรถยนต์เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มครองได้ตลอด 24 ชั่วโมง
พร้อมที่จะเปรียบเทียบประกันรถยนต์หรือยัง?
หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่เราพร้อมให้บริการ
ประเภทเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นได้ในรถ มีอะไรบ้าง ?
อย่างที่บอกไปในหัวข้อก่อนหน้าว่าประเภทไฟ หรือประเภทเชื้อเพลิงหลัก ๆ มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท คือ ประเภท A, B และ C แต่ในความเป็นจริงมันมีมากกว่านั้น แต่จะมีรายละเอียดเป็นยังไง ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลย
-
1. เพลิงไหม้ประเภท A
เพลิงไหม้ประเภท A หรือ Ordinary Combustibles สาเหตุเกิดจาก “เชื้อเพลิงธรรมดาที่ติดไฟง่ายหรือของแข็ง” เช่น กระดาษ, ไม้, ยาง, พลาสติก ส่วนประกอบของรถยนต์ที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ประเภทนี้ได้ คือ เบาะรถยนต์
-
2. เพลิงไหม้ประเภท B
เพลิงไหม้ประเภท B หรือ Flammable Liquids มีสาเหตุมจากเชื้อเพลิงที่เกิดจาก “ของเหลวติดไฟ” เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง, ก๊าซที่สามารถติดไฟได้ ส่วนประกอบของรถยนต์ที่ติดไฟประเภทนี้ได้ เช่น น้ำมันเครื่อง, แก๊สรถยนต์
-
3. เพลิงไหม้ประเภท C
เพลิงไหม้ประเภท C หรือ Electrical Equipment มีสาเหตุมาจากเชื้อเพลิงที่เกิดจาก “อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟไหลอยู่ตลอด” ส่วนประกอบของรถยนต์ที่ติดไฟประเภทนี้ได้ คือ การทำงานที่ผิดพลาดของแบตเตอรี่
-
4. เพลิงไหม้ประเภท D
เพลิงไหม้ประเภท D หรือ Combustible Metals มีสาเหตุมาจาก “โลหะ” ที่สามารถติดไฟได้ ส่วนใหญ่พบตามห้องปฏิบัติการ โรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้โลหะ และห้องทดลอง
-
5. เพลิงไหม้ประเภท K
เพลิงไหม้ประเภท K หรือ Combustible Cooking มีสาเหตุมาจาก “น้ำมันที่ใช้ในครัว ไขมันสัตว์ ของเหลวที่ใช้ประกอบอาหาร” ตามปกติพบได้ตามห้องครัว ห้องอาหารตามโรงแรม หรือร้านอาหาร เป็นต้น
ทำไมถึงควรมีถังดับเพลิงติดรถยนต์ ?
ไม่ว่าคุณจะขับรถชำนาญและระมัดระวังมากแค่ไหน แต่เหตุการณ์ไฟไหม้รถก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จากสาเหตุต่าง ๆ เช่น อุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ หรือความประมาท และแน่นอนว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น แล้วคุณไม่มีถังดับเพลิงในรถติดไว้เลย มันจะนำพามาซึ่งความสูญเสีย ทั้งด้านร่างกาย ทรัพย์สิน และชีวิต
การ “ซื้อเผื่อ (ได้ใช้)” ทำให้หลายคนมองว่าถังดับเพลิงในรถยนต์ ราคาสูงเกินจำเป็น แต่ขอย้ำอีกสักครั้งว่าถังดับเพลิงติดรถยนต์จำเป็นมากที่สุดแล้ว เพราะช่วยบรรเทาความเสียหายทั้งต่อตัวรถยนต์ ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน อย่าได้คิดเสี่ยงเพราะคิดว่า “เหตุการณ์นี้ไม่มีทางเกิดขึ้นกับคุณ” โดยเด็ดขาด
ไฟไหม้รถยนต์เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง ?
ขึ้นชื่อว่า “อุบัติเหตุ” แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ แถมยังสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจุบัน โดยเฉพาะไฟไหม้รถ มิสเตอร์ คุ้มค่า ได้ลิสต์ปัจจัยที่ ‘อาจ’ ทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝันมาให้ดังนี้
-
1. ของเหลวภายในรถรั่ว
ของเหลวภายในรถยนต์ เช่น น้ำมันเกียร์, น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเบรค และอื่น ๆ ส่วนใหญ่มีจุดเผาไม้ค่อนข้างต่ำ เมื่อเกิดการรั่วไหลออกมาอาจไปกระทบกับเครื่องยนต์ส่วนอื่น ๆ ที่กำลังทำงานอยู่ ซึ่งทำให้ไฟไหม้รถได้ง่าย ๆ แนะนำให้เช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางทุก ๆ ครั้งจะดีที่สุด
-
2. เครื่องยนต์ทำงานหนักจนโอเวอร์ฮีท
ต้องบอกก่อนว่าตามปกติแล้ว “เครื่องยนต์” ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ไม่มีทางที่จะเกิดอาการโอเวอร์ฮีทได้ง่าย ๆ เว้นแต่จะมีชิ้นส่วนต่าง ๆ เกิดการทำงานผิดพลาด เช่น ระบายความร้อนไม่ทัน หรือน้ำหล่อเย็นหมด ที่ทำให้เครื่องยนต์โอเวอร์ฮีทจนติดไฟได้
-
3. ของในรถเกิดลุกไหม้
หลายครั้งที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมักทิ้งสิ่งของต่าง ๆ ไว้ในรถ โดยเฉพาะขวดน้ำหอมที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ผสมอยู่มาก และมีจุดเผาไม้ค่อนข้างต่ำ เมื่อเกิดความร้อนสะสมก็ทำให้ไฟไหม้รถได้เช่นกัน
เห็นแล้วใช่ไหมว่า? ปัจจัยที่ทำให้ไฟไหม้รถมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัยมาก ๆ ต่อให้ระวังจุดนี้ดีแค่ไหน จุดอื่น ๆ ก็อาจทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้ ดังนั้นการพกถังดับเพลิงติดรถยนต์เอาไว้ พร้อมกับซื้อประกันรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุม อุ่นใจ ก็ช่วยให้คุณคลายความกังวลได้ในระดับหนึ่งแล้วล่ะ
คำจำกัดความ
| ระเหย | อาการที่สสารเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นไอ |
| อาจ | สามารถ, มีคุณสมบัติที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไดไ้ |
| โอเวอร์ฮีท | เครื่องยนต์ที่ร้อนเกินระดับการใช้งานปกติ โดยคูลแลนด์หรือน้ำที่เป็นของเหลวในระบบหล่อเย็น มีอุณหภูมิสูงขึ้นจนผิดปกติ |
บทความที่น่าสนใจ
เพราะเรารู้ว่าคุณรู้สึกสับสนและมึนหัวเพียงใด ในตอนที่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช่