ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร? อธิบายหลักการใช้และความสำคัญ

ประกันภัยหลายประเภทมักมีสิ่งที่เรียกว่า “ค่าเสียหายส่วนแรก” หรือค่าดีดักดิเบิล (Deductible) และค่าเอ็กเซส (Excess) การเข้าใจว่ามันคืออะไรและมีผลอย่างไร จะช่วยให้คุณเลือกแผนประกันที่เหมาะสมและคำนวณค่าใช้จ่ายตอนเคลมอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะซื้อประกันรถยนต์ ประกันสุขภาพ ประกันเดินทาง หรือประกันบ้าน ค่าเสียหายส่วนแรกจะมีผลต่อทั้งค่าเบี้ยประกันและค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเองเมื่อเคลม

ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร? อธิบายหลักการใช้และความสำคัญ | มิสเตอร์ คุ้มค่า

ค่าดีดักทิเบิล (Deductible) คืออะไรในประกันภัย?

ค่าดีดักทิเบิล (Deductible) หรือค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ คือจำนวนเงินความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเอง ก่อนที่บริษัทประกันจะเริ่มจ่ายค่าความเสียหายส่วนที่เหลือ โดยเป็นจำนวนเงินคงที่หรืออาจคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามประเภทประกันภัย พูดง่าย ๆ ค่าดีดักทิเบิล คือส่วนที่คุณต้องรับผิดชอบทางการเงินเมื่อเกิดเหตุขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากคุณมีค่าดีดักทิเบิล 5,000 บาท และค่าซ่อมที่อนุมัติคือ 20,000 บาท คุณต้องจ่ายเอง 5,000 บาทก่อน และบริษัทประกันจะจ่ายในส่วนที่เหลืออีก 15,000 บาท

ทำไมต้องมีค่าเสียหายส่วนแรกดีดักทิเบิล (Deductible)?

เหตุผลที่ประกันภัยกำหนดให้มีค่าเสียหายส่วนแรกดีดักทิเบิล (Deductible) มีดังนี้

  • บริหารความเสี่ยง: เพื่อให้ผู้เอาประกันร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วน
  • คุมเบี้ยประกัน: หากเลือกดีดักทิเบิลสูง เบี้ยประกันจะถูกลง
  • ลดจำนวนเคลม: ช่วยลดจำนวนการเคลมที่ไม่จำเป็น ทำให้เบี้ยโดยรวมอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ประเภทของค่าเสียหายส่วนแรก

ค่าเสียหายส่วนแรกจะแตกต่างกันไปตามประเภทของประกัน

  • แบบจำนวนเงินคงที่: จ่ายเป็นจำนวนตายตัวต่อครั้งหรือรายปี
  • แบบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์: พบมากในประกันทรัพย์สิน โดยคิดตามเปอร์เซ็นต์ของทุนประกัน
  • แบบรายปี (Annual Deductible): ใช้ในประกันสุขภาพ จ่ายปีละครั้ง
  • ต่อการเคลม (Per-Claim Deductible): ใช้ในประกันรถหรือประกันเดินทาง จ่ายต่อเหตุการณ์
  • แบบบังคับและแบบสมัครใจ: แบบบังคับหรือค่าเอ็กเซส (Excess) จะถูกกำหนดโดย คปภ. และแบบสมัครใจหรือค่าดีดักทิเบิล (Deductible) ผู้เอาประกันเลือกเองได้เพื่อลดเบี้ยประกัน

การทำงานของค่าเสียหายส่วนแรกดีดักทิเบิล (Deductible)

เมื่อมีการยื่นเคลมประกันเพื่อเรียกร้องค่าสินไหม บริษัทประกันภัยจะประเมินความเสียหายและคำนวณวงเงินคุ้มครอง จากนั้นจะเก็บค่าดีดักทิเบิลก่อน และบริษัทประกันจะจ่ายส่วนที่เหลือ หากจำนวนเงินที่เคลมน้อยกว่าค่าดีดักทิเบิล บริษัทประกันไม่ต้องจ่ายใด ๆ

ค่าเสียหายส่วนแรกในประกันภัยรถยนต์ มักเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันเลือกใส่เงื่อนไขนี้ในกรมธรรม์แบบสมัครใจเพื่อช่วยลดเบี้ยประกัน โดยจะคิดเป็นรายเหตุการณ์ หมายความว่า ในแต่ละอุบัติเหตุหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น คุณต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

ค่า Excess กับ Deductible ต่างกันอย่างไร? | มิสเตอร์ คุ้มค่า

ค่า Excess กับ Deductible ต่างกันอย่างไร?

ค่าดีดักทิเบิล (Deductible) คือค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันเลือกกำหนดเองตั้งแต่ตอนซื้อประกัน เพื่อช่วยลดเบี้ยประกันให้ถูกลง และจะต้องจ่ายตามจำนวนเมื่อมีการเคลมตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ ก่อนที่บริษัทประกันจะเข้ามารับผิดชอบในส่วนที่เหลือของการเคลม ค่าดีดักทิเบิลมักพบในประเภทประกัน ดังนี้

  • ประกันสุขภาพ
  • ประกันการเดินทาง
  • ประกันบ้านและประกันทรัพย์สิน
  • ประกันรถยนต์ (บางกรมธรรม์ให้เลือกระบุค่าเสียหายส่วนแรกได้เพื่อลดเบี้ยประกัน)

ส่วนค่าเอ็กเซส (Excess) คือค่าเสียหายส่วนแรกที่ต้องจ่ายเมื่อการเคลมเข้าเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ระบุคู่กรณีไม่ได้ หรือผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการลดเบี้ยประกัน เป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายตามกฎหมายในประกันรถยนต์ ซึ่งถูกกำหนดโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

สรุปได้ว่า ทั้งค่าเอ็กเซส (Excess) และค่าดีดักทิเบิล (Deductible) ต่างเป็น “ค่าเสียหายส่วนแรก” ที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเอง แต่ต่างกันที่ ค่าเอ็กเซสเป็นภาคบังคับ ส่วน ค่าดีดักทิเบิลเป็นภาคสมัครใจ ที่คุณเลือกจ่ายเองเพื่อเป็นส่วนลดเบี้ยประกัน

ทำไมค่า Deductible ถึงสำคัญ?

ค่าเสียหายแรกแบบดีดักทิเบิล (Deductible) มีผลต่อทั้งค่าเบี้ยประกันและจำนวนเงินที่คุณต้องจ่ายเมื่อเคลม หากเลือกค่าดีดักสูง จะทำให้ประกันรถยนต์ราคาถูกลงเพราะคุณรับความเสี่ยงมากขึ้น ในทางกลับกัน หากเลือกค่าดีดักต่ำ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายตอนเคลม แต่ทำให้เบี้ยประกันสูงขึ้น

นอกจากนี้ ค่าดีดักยังช่วยลดการเคลมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นวิธีที่บริษัทประกันใช้เพื่อควบคุมเบี้ยประกันให้เหมาะสมสำหรับทุกคน การเข้าใจว่าค่าดีดักถูกกำหนดอย่างไร และส่งผลต่อการจ่ายเงินของคุณอย่างไร จะช่วยให้เลือกกรมธรรม์ประกันภัยที่เหมาะกับงบประมาณและความต้องการได้

วิธีเลือก Deductible ที่เหมาะกับคุณ

การเลือกค่าดีดักทิเบิล (Deductible) ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางการเงินและความถี่ที่คาดว่าจะเคลม หากต้องการเบี้ยประกันต่ำและยอมจ่ายมากขึ้นเมื่อเคลม ค่าดีดักสูงอาจเหมาะสม แต่ถ้าต้องการค่าใช้จ่ายที่คาดเดาได้และลดการจ่ายเองเมื่อเกิดเหตุ ค่าดีดักต่ำจะให้ความมั่นใจมากกว่า

ควรพิจารณาประเภทประกันที่ซื้อด้วย เพราะประกันสุขภาพ ประกันรถยนต์ ประกันเดินทาง และประกันบ้าน ล้วนใช้ค่าดีดักทิเบิลต่างกัน เป้าหมายคือการหาจุดสมดุลระหว่าง เบี้ยประกันที่ประหยัด กับ จำนวนเงินที่สามารถจ่ายได้เมื่อเกิดเคลม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible)

ค่า Deductible ส่งผลต่อเบี้ยประกันอย่างไร?

โดยทั่วไป ค่าดีดักทิเบิลสูงมักทำให้เบี้ยประกันต่ำลง ในขณะที่ค่าดีดักทิเบิลต่ำมักทำให้เบี้ยประกันสูงขึ้น

ต้องจ่าย Deductible ทุกครั้งไหม?

จะต้องจ่ายค่าดีดักทิเบิลเมื่อมีการเคลมที่เข้าเงื่อนไขของกรมธรรม์ และยอดค่ารักษาหรือค่าความเสียหายสูงกว่าค่าดีดักที่กำหนดไว้ หากยอดค่าเสียหายต่ำกว่าหรือเท่ากับค่าดีดัก ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบเองทั้งหมดในเหตุการณ์นั้น

เปลี่ยนแปลง Deductible ได้ไหม?

ได้ บริษัทประกันส่วนใหญ่ให้คุณปรับเปลี่ยนค่าดีดักทิเบิลได้เมื่อต่ออายุกรมธรรม์ หรือบางครั้งระหว่างปีกรมธรรม์ การเพิ่มค่าดีดักจะช่วยลดเบี้ยประกัน ในขณะที่การลดค่าดีดักจะทำให้เบี้ยประกันสูงขึ้น

ถ้าค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นน้อยกว่าค่าดีดักทิเบิล จะเป็นอย่างไร?

หากค่าซ่อมรถหรือความเสียหายต่ำกว่าค่าดีดักทิเบิลของคุณ บริษัทประกันจะไม่จ่ายใด ๆ คุณต้องรับผิดชอบเองเต็มจำนวน

คำศัพท์ที่ควรรู้

เบี้ยประกัน จำนวนเงินที่คุณจ่ายให้บริษัทประกันรายเดือนหรือรายปีเพื่อรักษาความคุ้มครอง
เคลมประกัน การยื่นคำร้องต่อบริษัทประกันเพื่อขอรับเงินหรือชดเชยหลังเกิดเหตุที่อยู่ในความคุ้มครอง
ปีกรมธรรม์ ระยะเวลา 12 เดือนที่กรมธรรม์ของคุณได้รับคุ้มครอง เริ่มนับจากวันที่มีผลบังคับ
เหตุการณ์ เหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเคลม เช่น อุบัติเหตุ การเจ็บป่วย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน
เหตุที่อยู่ในความคุ้มครอง เหตุการณ์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ว่ามีสิทธิได้รับความคุ้มครอง เช่น อุบัติเหตุ การเจ็บป่วย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน