ค่าซ่อมรถ น้ำท่วม ต้องจ่ายเท่าไหร่ รวมข้อมูลที่คุณต้องรู้

ค่าซ่อมรถ น้ำท่วม ต้องจ่ายเท่าไหร่ ต้องจ่ายเท่าไหร่ รวมข้อมูลที่คุณต้องรู้ | มิสเตอร์ คุ้มค่า

ช่วงที่ผ่านมามีข่าวน้ำท่วมให้เห็นอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ฝนตกหนัก หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้เกิดความเสียหายตามมา ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่ารถจมน้ำ ประกันจ่ายไหม รวมถึงค่าซ่อมรถ น้ำท่วมต้องจ่ายเท่าไหร่? มิสเตอร์ คุ้มค่า ได้รวบรวมคำตอบที่เป็นประโยชน์มาให้แล้ว ตามไปทำความเข้าใจพร้อม ๆ กันเลย

ราคากลางค่าแรงซ่อมรถน้ำท่วมจากสมาคมประกันฯ

การประเมินค่าแรงการซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วม ที่ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ประกาศราคากลางซ่อมรถพื้นที่น้ำท่วมไว้เมื่อปี พ.ศ.2560 ใช้เป็นเกณฑ์ป้องกันอู่คิดราคาเกินจริง โดยแบ่งระดับความเสียหายออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้

  • ระดับ A: ส่วนบนพรมและพื้นรถ 15 รายการหลัก 8,000-10,000 บาท
  • ระดับ B: ส่วนบนเบาะนั่ง จำนวน 26 รายการหลัก 15,000-20,000 บาท
  • ระดับ C: ส่วนบนแผงหน้าปัทม์และคอนโซล จำนวน 39 รายการหลัก 25,000-30,000 บาท
  • ระดับ D: ส่วนบนหลังคารถ อาจมีการต้องจ่ายคืนทุน ค่าแรงขั้นต้นประมาณ 30,000 บาท

ในแต่ละระดับไม่รวมค่าแรงทำสีและค่าอะไหล่ ซึ่งจะดำเนินการจัดเปลี่ยนเฉพาะที่เสียหายไม่สามารถซ่อมได้เท่านั้น ซึ่งราคานี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะรถที่มีประกันภัยเท่านั้น แต่จะใช้กับลูกค้าทั่วไปที่ไม่มีประกันภัยอีกด้วย เพื่อเป็น “ราคาอ้างอิง” ที่สามารถประเมินค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ

พร้อมที่จะเปรียบเทียบประกันรถยนต์หรือยัง?

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่เราพร้อมให้บริการ

ประกันชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วมไหม กรณีไหนที่อาจไม่ได้รับความคุ้มครองบ้าง?

ค่าซ่อมรถ น้ำท่วม ต้องจ่ายเท่าไหร่ ต้องจ่ายเท่าไหร่ รวมข้อมูลที่คุณต้องรู้ | มิสเตอร์ คุ้มค่า

คำถามยอดฮิตคือ ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วมไหม? คำตอบคือ ‘ส่วนใหญ่คุ้มครอง’ แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์ และข้อยกเว้นที่บริษัทระบุไว้ เช่น ความประมาทเลินเล่อหรือการขับลุยน้ำโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครอง

กรณีที่ประกัน “จ่าย”

  • รถจอดอยู่ตามปกติ แล้วเกิดน้ำท่วมโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
  • น้ำท่วมจากภัยธรรมชาติ เช่น ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก
  • ผู้เอาประกันไม่ได้รับรถฝ่าระดับน้ำที่เสี่ยงโดยเจตนา

กรณีที่ประกัน “ไม่จ่าย”

  • ผู้ขับขี่รู้ว่าน้ำท่วมสูง แต่ยังขับรถฝ่าน้ำเข้าไป
  • ความเสียหายเกิดจากการใช้งานผิดวิธี
  • ประกันไม่ครอบคลุมภัยน้ำท่วมตั้งแต่ต้น

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำประกันนอกจากจะต้องเปรียบเทียบประกันรถยนต์ ในส่วนของความคุ้มครอง รวมถึง เปรียบเทียบเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ให้ดีแล้ว ยังควรอ่านเงื่อนไขให้ละเอียด และเข้าใจขอบเขตความคุ้มครองให้มาก ๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต

เคลมประกันน้ำท่วม รถจมน้ำ คุ้มกว่าออกค่าซ่อมเองไหม?

เชื่อว่ามีผู้ใช้รถจำนวนไม่น้อย ที่ลังเลว่าจะซ่อมเองหรือเคลมประกันน้ำท่วมดี ลองดูตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่ มิสเตอร์ คุ้มค่า รวบรวมมาให้ เพื่อเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ ก่อนตัดสินใจกันหน่อยดีกว่า

  • กรณี A: ระดับเข้าพรม ซ่อมเองถูกกว่า เคลมไม่คุ้ม
  • กรณี B: น้ำท่วมถึงเบาะ มีไฟฟ้าเสียหายบางส่วน แล้วแต่สภาพรถ ถ้ามีอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหายเยอะ เคลมประกันอาจคุ้มกว่า
  • กรณี C-D: น้ำเข้าห้องเครื่อง/จมน้ำ เคลมประกันคุ้มที่สุด เพราะค่าเสียหายเกินหลายหมื่น-หลักแสนบาท

เงินเยียวยาน้ําท่วม ช่วยลดภาระค่าซ่อมรถได้จริงไหม?

ในหลายช่วงที่เกิดอุทกภัยรุนแรง รัฐบาลมักมีมาตรการเงินเยียวยาน้ําท่วม เพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งรวมถึงเจ้าของรถที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีลักษณะของเงินเยียวยา ดังนี้

ลักษณะของเงินเยียวยา

  • เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ไม่ได้ครอบคลุมค่าซ่อมทั้งหมด
  • วงเงินแตกต่างกันไปตามนโยบายในแต่ละปี
  • ต้องยื่นเอกสารและพิสูจน์ความเสียหาย

แม้เงินเยียวยาจะไม่เพียงพอต่อค่าซ่อมรถน้ำท่วมทั้งหมด แต่ก็ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีประกันหรือประกันไม่คุ้มครองน้ำท่วม

คำนวณเบี้ยประกันอย่างไร ให้เหมาะกับงบและความเสี่ยง?

ก่อนตัดสินใจซื้อประกันรถยนต์ อยากให้เจ้าของรถทุกคนลองคำนวณเบี้ยประกัน เพื่อประเมินความเหมาะสมที่ตอบโจทย์กับงบประมาณที่มี และความเสี่ยงที่อาจต้องพบเจอ เพื่อให้คุณได้รับความคุ้มครองที่อุ่นใจ โดย “ปัจจัย” ที่ใช้คำนวณเบี้ย มีดังนี้

  • รุ่นและปีรถ
  • มูลค่ารถ
  • พื้นที่ใช้งาน (เสี่ยงน้ำท่วมหรือไม่)
  • ประวัติการเคลม

ปัจจุบันมีเครื่องมือออนไลน์ที่ช่วยให้คุณคำนวณเบี้ยประกันได้ง่าย และรวดเร็วมาก ๆ พร้อมเปรียบเทียบความคุ้มครองได้ในคลิกเดียว ช่วยให้คุณค้นหาแผนประกันที่ตอบโจทย์ ในราคาที่จับต้องได้ได้อย่างสบาย ๆ

รถน้ำท่วมซ่อมใช้ต่อ vs ซื้อใหม่ แบบไหนคุ้มกว่า?

การตัดสินใจระหว่างซ่อมรถน้ำท่วม vs ซื้อรถใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นระดับความเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการซ่อม และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ซ่อมแล้วใช้ต่อ

สำหรับรถที่มีความเสียหายระดับ A ถึงระดับ B ตอนต้น (น้ำท่วมไม่เกินเบาะ) การซ่อมใช้ต่อถือเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล เนื่องจากความเสียหายยังอยู่ในวิสัยที่ซ่อมได้ และค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก โดยเฉพาะหากเป็นน้ำจืดและระยะเวลาที่แช่น้ำไม่นาน เพียงแต่ต้องระวังเรื่องการบำรุงรักษาที่อาจต้องทำบ่อยขึ้น และอาจมีค่าใช้จ่ายแฝงตามมา

ซื้อรถใหม่

สำหรับรถที่มีความเสียหายระดับ B ตอนปลาย (น้ำท่วมเกินเบาะ) ถึงระดับที่ C (น้ำท่วมถึงคอนโซล) การซื้อรถใหม่อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า เพราะการซ่อมแซมมักมีค่าใช้จ่ายสูง และมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาแฝงตามมาในระยะยาว โดยเฉพาะปัญหาเรื่องระบบไฟฟ้า อะไหล่รถยนต์ ที่เกิดจากการกัดกร่อนของสนิม และความเสื่อมของอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้งาน

สรุปได้ว่า ค่าซ่อมรถ น้ำท่วม อาจเป็นภาระทางการเงินมหาศาล หากไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า การเข้าใจว่ารถเสียหายระดับไหน รถจมน้ำ ประกันจ่ายไหม หรือ รถน้ําท่วม เคลมประกันชั้น 1 ได้ไหม รวมถึงขั้นตอนการเคลมประกันน้ำท่วมที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสียหายได้มาก หากคุณยังไม่แน่ใจว่าประกันที่ใช้อยู่คุ้มครองหรือไม่ หรือกำลังมองหาประกันใหม่ การเปรียบเทียบเบี้ยประกันภัยรถยนต์ และคำนวณเบี้ยประกันอย่างรอบคอบ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณรับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมั่นใจในอนาคต

คำจำกัดความ

ราคาอ้างอิง ราคาที่เป็นมาตรฐานหรือราคาเปรียบเทียบที่ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดราคาซื้อขายสินค้าหรือบริการ
ค่าใช้จ่ายแฝง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนในงบประมาณหรือใบเสร็จโดยตรง
การกัดกร่อนของสนิม กระบวนการทางเคมีไฟฟ้าที่เหล็กหรือโลหะผสมเหล็กทำปฏิกิริยากับออกซิเจนและความชื้นในอากาศ เกิดเป็นสารประกอบออกไซด์ของเหล็ก (สนิม) ที่มีสีส้มแดง ซึ่งทำให้ผิวโลหะเสื่อมสภาพ ลดความแข็งแรง และประสิทธิภาพการใช้งานลง

เปรียบเทียบราคา หรือ ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่เราพร้อมให้บริการ

02 080 9292 @mrkumka

บทความที่น่าสนใจ

เพราะเรารู้ว่าคุณรู้สึกสับสนและมึนหัวเพียงใด ในตอนที่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช่