ใบขับขี่หมดอายุเกิน 3 ปี ผิดกฎหมายไหม? ต้องทำอย่างไร?
โดย ณัฐพงษ์ เพิ่มพูนสิริ | วันที่ 03 ธ.ค. 2025
เวลาอ่าน 6 นาที | ผู้เข้าชม 30 ครั้ง
รู้หรือไม่? ใบขับขี่หมดอายุ หากปล่อยทิ้งไว้ เจอ “ค่าปรับ” แน่! ในกรณีที่ปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุเกิน 3 ปี จะต้องทำยังไง? ต้องสอบใหม่ไหม? หรือมีข้อมูลเพิ่มเติมอะไรที่ต้องทำความเข้าใจบ้าง มิสเตอร์ คุ้มค่า ได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจมาให้แล้ว ไปดูพร้อม ๆ กันได้เลย
ถ้าหาใบขับขี่หมดอายุ ต้องต่อภายในกี่วัน?
ไม่ว่าใบขับขี่ของคุณจะหมดอายุด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น เช่น ใบขับขี่ขาดเกิน 3 ปี จะต้องทำยังไง สอบใหม่ไหม เสียค่าปรับเท่าไหร่ ? ไปไล่ดูกันสักหน่อย
รู้หรือไม่ ! ใบขับขี่ต่อล่วงหน้าได้ 3 เดือน
หากไม่อยากเสี่ยงเจอกับ “ค่าปรับ” เนื่องจากใบขับขี่หมดอายุ “สามารถต่อล่วงหน้าได้ 3 เดือน” กรณีที่ใบขับขี่หมดอายุไม่เกิน 1 ปี สามารถดำเนินการต่อใบขับขี่ได้ที่ ‘กรมการขนส่งทางบก’ ได้เลย โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการต่ออายุ
หากใบขับขี่หมดอายุ 1 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 3 ปี
สำหรับคนที่ใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ยังไม่เกิน 3 ปี จะต้อง “สอบข้อเขียนใหม่” ซึ่งเกณฑ์การวัดคะแนนจะเหมือนกับตอนทำใบขับขี่ใหม่ หรือพูดง่าย ๆ ว่าต้องได้คะแนนมากกว่า 90% นั่นเอง
ใบขับขี่หมดอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป
หากปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุกินเวลานานกว่า 3 ปี กรณีนี้จะต้อง “สอบใบขับขี่ใหม่ทั้งหมด” ไม่ว่าจะเป็นภาคปฏิบัติหรือข้อเขียน และเกณฑ์ในการวัดคะแนนจะเหมือนกับตอนทำใบขับขี่ใหม่นั่นเอง
พร้อมที่จะเปรียบเทียบประกันรถยนต์หรือยัง?
หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่เราพร้อมให้บริการ
“ความผิดตามกฎหมาย” เมื่อปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุ
อย่างที่บอกไปแล้วว่า “ใบขับขี่หมดอายุ มีความผิดตามกฎหมาย” และจะต้องจ่ายค่าปรับเมื่อถูกตำรวจจราจรเรียกตรวจ ถ้าอย่างนั้นเราไปดูกันดีกว่าว่าจะ ‘ความผิด’ ฐานใด และต้องเสียค่าปรับเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่บ้าง
- ขับขี่โดยไม่มีใบขับขี่ มีโทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ขับขี่ในขณะที่ใบขับขี่หมดอายุ (มาตรา 65) มีโทษปรับ ‘ไม่เกิน’ 2,000 บาท
วิธีจองคิวอบรมต่อใบขับขี่ออนไลน์
ก่อนที่จะต้องไปต่อใบขับขี่ทุกครั้ง จำเป็นจะต้อง “อบรม” ให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งปัจจุบันการจองคิวอบรมต่อใบขับขี่ หรือจองคิวต่อใบขับขี่ สามารถดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้แล้ว* โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
วิธีจองคิว “อบรมต่อใบขับขี่ออนไลน์”
การต่อใบขับขี่ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยาก และเสียเวลาอีกต่อไป เพราะสามารถดำเนินการ “อบรมต่อใบขับขี่ออนไลน์” ได้ ไม่ต้องไปนั่งฟังที่ขนส่งเหมือนเมื่อก่อน โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
-
‘จองคิว’ ผ่านเว็บไซต์
ก่อนอื่นแนะนำให้เข้าไปที่ เว็บไซต์ระบบอบรบใบอนุญาตขับรถ พร้อมกับลงทะเบียนเข้ารับการอบรมต่อใบขับขี่ หรือเพิ่มความสะดวกสบายให้มากขึ้น ด้วยการดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue เพื่อลงทะเบียนได้เช่นกัน
-
ลงทะเบียนต่อใบขับขี่
สำหรับ ‘สมาชิกใหม่’ ที่ต้องการเข้ารับการอบรมใบอนุญาตขับรถ ให้เลือกไปที่ “ลงทะเบียนใหม่” พร้อมกับระบุข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นความจริง เช่น เลขบัตรประชาชน, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล ฯลฯ
-
เลือกใบขับขี่ที่ต้องการต่ออายุ
เลือกเข้ารับการอบรมตาม “ประเภท” ใบอนุญาตขับรถที่ต้องการต่ออายุ
-
ทำแบบทดสอบ
เลือก “ทำแบบทดสอบก่อนอบรม” แนะนำให้ทำอย่างตั้งใจ ตอบอย่างมีสติ เพื่อให้ผ่านการอนุมัติอบรมต่อใบขับขี่
-
ดูวิดีโออบรมขับรถ
จำเป็นจะต้องดูวิดีโออบรมขับรถให้จบ เพราะในช่วงท้ายจะมี “แบบทดสอบหลังอบรม” ให้คุณตอบคำถามอีกครั้ง
-
ตอบคำถาม
หลังจากดูวิดีโอจนจบ ให้ทำแบบทดสอบหลังอบรมอีกครั้ง หากตอบครบและตอบถูกทุกข้อ แค่นี้การอบรมใบขับขี่ก็ผ่านฉลุยแล้วล่ะ
-
บันทึกหน้าจอที่อบรมเก็บไว้
หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จสิ้นมาจนถึงตอนนี้ หมายความว่าคุณมาเกินครึ่งทางแล้ว ให้ทำการ “บันทึกหน้าจอ” การอบรมใบขับขี่เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อใช้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ขนส่งว่าคุณ ‘ผ่านการอบรมต่อใบขับขี่ออนไลน์’ แล้ว
“เอกสาร” ที่จำเป็นต้องใช้ ในการต่ออายุใบขับขี่
หลังจากรู้ว่าใบขับขี่ใกล้หมดอายุ หรือหมดอายุไปแล้ว แนะนำให้เตรียมเอกสารที่จำเป็นให้พร้อม เพื่อนำไปยื่นต่ออายุใบขับขี่ที่ ‘กรมการขนส่งทางบก’ ที่เลือกไว้ ตามวันและเวลาที่นัดหมาย โดยมีเอกสารที่ต้องเตรียม ดังนี้
- บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง
- ใบขับขี่เดิมหรือใบแทน
- ใบรับรองแพทย์
- รูปถ่ายบันทึกหน้าจอผลการอบรม
วิธีจองคิว “ต่อใบขับขี่ออนไลน์”
หลังจากผ่านการอบรมและเตรียมเอกสารต่าง ๆ เรียบร้อย มาถึง “โค้งสุดท้าย” กันแล้วล่ะ จากนั้นให้ทำการ “จองคิว” เพื่อต่อใบขับขี่ได้ทันที โดยมีขั้นตอนดังนี้
- จองคิวต่อใบขับขี่ออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์หรือผ่านแอปพลิเคชัน
- กรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อสมัครใช้งาน และสร้างรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ระบบ
- เลือกสำนักงานขนส่งที่สะดวกเข้าไปใช้บริการ
- เลือกการขอใบอนุญาตขับรถ
- เลือกประเภทงานที่ต้องการเข้ารับบริการ เช่น ต่อใบขับขี่ 2 ปีเป็น 5 ปี / 5 ปีเป็น 5 ปี
- เลือกเวลาที่สะดวก จากนั้นกด “ยืนยัน” การจองคิว และยืนยันการจองได้เลย
- นำเอกสารที่เตรียมไว้ ไปยื่นต่อใบขับขี่ที่สำนักงานขนส่งตามวันและเวลาที่นัดหมาย
*หมายเหตุ: การต่อใบขับขี่ออนไลน์ เป็นการ “จองคิว” เพื่อนัดหมาย ไม่ใช่ต่อใบขับขี่ผ่านช่องทางออนไลน์ ในท้ายที่สุดต้องนำเอกสารไปยื่น ‘ด้วยตัวเอง’ ที่สำนักงานขนส่งที่สะดวกเข้ารับบริการ
ใบขับขี่หมดอายุ “เคลมประกัน” ได้ไหม?
อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนให้ความสนใจ และเป็นกังวลมาก ๆ คือ “ใบขับขี่หมดอายุ ส่งผลกระทบต่อการเคลมประกันไหม” ซึ่งในส่วนนี้สามารถแยกได้ทั้งหมด 3 ประเด็น ดังนี้
-
1. กรณีเป็นฝ่ายถูก
หากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นคุณเป็น “ฝ่ายถูก” แม้ว่าจะไม่มีใบขับขี่ หรือไม่เคยทำใบขับขี่มาก่อน แต่รถยนต์ของคุณมีประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ยังคง “ได้รับความคุ้มครอง” ตามกรมธรรม์ที่เลือกซื้อไว้ ซึ่งบริษัทประกันของคุณจะทำหน้าที่ ‘เรียกร้องค่าเสียหาย’ จากบริษัทประกันของคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดเอง
-
2. กรณีเป็นฝ่ายผิด
ในทางกลับกันหากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นคุณเป็นฝ่ายผิด แถมยังไม่มี ไม่พกใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ จะแยกออกเป็นประเด็นย่อย ๆ ดังนี้
- มีใบขับขี่แต่ไม่ได้พกมา: บริษัทประกันยังคงให้ความคุ้มครองทั้งผู้เอาประกันและคู่กรณี แต่คนขับจะต้องนำสำเนาใบขับขี่มาแสดงหลักฐานต่อไป
- พกใบขับขี่แต่ใบขับขี่หมดอายุ: บริษัทประกันยังคงให้ความคุ้มครองเช่นเดียวกัน แม้ว่าใบขับขี่จะหมดอายุ
- ใบขับขี่ถูกยึด: ไม่ว่าใบขับขี่จะถูกยึดด้วยเหตุผลใดผู้เอาประกันยังคงได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันเช่นเดียวกัน
- ไม่มีใบขับขี่: หากคุณไม่มีใบขับขี่ เพราะไม่เคยสอบใบขับขี่มาก่อน เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะไม่ได้รับความคุ้มครอง แม้ว่าจะเป็นฝ่ายถูก นอกจากนี้ยังไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พรบ.รถยนต์ อีกด้วย แต่ยังชดเชยความเสียหายกับบุคคลภายนอกตามกรมธรรม์ที่ระบุไว้
-
3. กรณีอื่น
เช่น กรณีรถหาย/ถูกโจรกรรม ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือใด ๆ ผู้เอาประกันจะยัง “ได้รับความคุ้มครอง” จากบริษัทประกันตามเดิม เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ‘ไม่เกี่ยวข้อง’ กับความสามารถในการขับขี่รถยนต์ แต่จะชดเชยมากน้อยยังไง ขึ้นอยู่กับ ‘เงื่อนไข’ ของประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภทที่เลือกซื้อเอาไว้
หลัก ๆ แล้วคือ ไม่ว่าใบขับขี่ของคุณจะหมดอายุ หาย หรือไม่ได้พกติดตัวมา เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะยังคงได้รับความคุ้มครองตามเดิม เว้นแต่กรณีที่ไม่เคยทำใบขับขี่มาก่อน แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า “ขับรถไม่พกใบขับขี่ มีความผิด” นอกจากจะต้องเช็กวันหมดอายุแล้ว ควรพกติดตัวตลอดเวลาด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในภายหลัง
แม้ว่าใบขับขี่จะหมดอายุ หาย ไม่ได้พกติดตัว หรือใด ๆ จะไม่ได้ส่งผลกระทบ “ความคุ้มครอง” ของประกันภัยรถยนต์ แต่อย่าได้คิดชะล่าใจเด็ดขาด เพราะอย่างที่บอกว่าขับขี่รถยนต์ไม่มีใบขับขี่มีความผิดตามกฎหมาย เมื่อรู้ว่าใกล้หมดหรือหมดไปแล้ว ควรดำเนินการต่อใบขับขี่ ทันที ซึ่งปัจจุบัน ง่าย ! สามารถจองคิวผ่านช่องทางออนไลน์ได้แล้ว เมื่อถึงวันนัดหมายก็สามารถนำเอกสารไปยื่นได้ทันที
บทความที่น่าสนใจ
เพราะเรารู้ว่าคุณรู้สึกสับสนและมึนหัวเพียงใด ในตอนที่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช่