สมาธิสั้น การเหม่อลอย ฟุ้งซ่าน และอะไรบ้างที่จะทำให้คุณเสียสมาธิขณะขับรถ ?
โดย ณัฐพงษ์ เพิ่มพูนสิริ | วันที่ 05 ก.พ. 2025
เวลาอ่าน 5 นาที | ผู้เข้าชม 30 ครั้ง
“อุบัติเหตุ” สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และหนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ อาการเหม่อลอยตอนขับรถ ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจาก “สิ่งเร้า” ต่าง ๆ มากมาย คงจะดีไม่ใช่น้อยหากคุณสามารถ “หลีกเลี่ยง” พฤติกรรมเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ มิสเตอร์ คุ้มค่า ได้รวบรวมพฤติกรรมเสี่ยงมาให้ทุกคนได้เช็กลิสต์กันหน่อย พร้อมบอกต่อ “วิธีป้องกัน” ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น จะมีอะไรบ้าง ? ตามไปดูกันเลย
เช็กให้ดี “สิ่งเร้า” ที่ทำให้เกิด อาการเหม่อลอย ตอนขับรถ
“สิ่งเร้า” ที่ทำให้คุณหรือผู้ขับขี่เสียสมาธิระหว่างขับรถ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
-
สิ่งเร้าทางจิตใจ
เหมารวมถึง “ทุกกิจกรรม” ที่ทำให้จิตใจของผู้ขับขี่เกิดการไขว้เขวจากถนน เช่น การหลุดเข้าไปในห้วงความคิดขณะฟังเพลง หรือแม้กระทั่งการพูดคุย
-
สิ่งเร้าทางสายตา
เกิดจากการ “ละสายตาจากถนน” เช่น การจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้านนอกรถ การเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือหารหันไปมองผู้โดยสารภายในรถ
-
สิ่งเร้าที่เกิดขึ้นเอง
เกิดขึ้นเมื่อ “ปล่อยมือจากพวงมาลัย” เช่น เอื้อมไปหยิบสิ่งของต่าง ๆ ปรับ GPS หรือแม้กระทั่งการแต่งหน้า เป็นต้น
แต่ “สิ่งเร้า” หลัก ๆ ที่ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิมากที่สุด คือ การเล่นโทรศัพท์มือถือ แถมยัง “เสี่ยง” ต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากถึง 2 เท่า ถ้ารู้แบบนี้แล้วอย่าคิดเล่นโทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถจะดีกว่า แถมในปัจจุบันยัง “ผิดกฎหมาย” อีกด้วย
พร้อมที่จะเปรียบเทียบประกันรถยนต์หรือยัง?
หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่เราพร้อมให้บริการ
“พฤติกรรมสุ่มเสี่ยง” อะไรบ้างที่ทำให้เสียสมาธิ ?
นอกจากสิ่งเร้าที่ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิแล้ว “พฤติกรรม” ล้วนทำให้เสียสมาธิได้เช่นกัน แม้ว่าคุณจะพยายามอย่างหนักที่จะไม่จับโทรศัพท์มือถือแล้ว และพฤติกรรมบางอย่าง บางคนทำทุกวันแบบที่ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ โดยจะมีพฤติกรรมอะไรบ้าง ? ไปดูกันเลย
-
ความรู้สึกโกรธหรือเศร้า
หากผู้ขับขี่ “มีอารมณ์แปรปรวน” ขณะขับรถ จะถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุบัติเหตุ สูงถึง 10 เท่า
-
การทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม
การทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มขณะขับรถ ถือเป็นการ “รวบรวมสิ่งรบกวน” หลากหลายประเภท แถมยังเป็นการ “เพิ่มความเสี่ยง” ให้มากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว และไม่เพียงแต่อุบัติเหตุรถชนเท่านั้น แต่อาจเกิดอุบัติเหตุน้ำร้อนหกใส่ตัวอีกด้วย
-
การเหม่อลอย
“การเหม่อลอย” คือหนึ่งในพฤติกรรมที่ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิที่สุด พบบ่อยและอัตราการมากที่สุดอีกด้วย จากการศึกษา “กรณีเกิดอุบัติเหตุรถชน” ในสหรัฐอเมริกา พบว่า “ร้อยละ 62 ของการเกิดอุบัติเหตุ ล้วนเกิดจากการเหม่อลอยแทบทั้งสิ้น ซึ่งเป็น “ความเสี่ยง” ที่มากกว่าการเล่นโทรศัพท์มือถือ ประมาณ 5 เท่า
จะเห็นได้ว่า “พฤติกรรม” ทั้ง 3 ข้อที่เราบอกต่อไปเมื่อข้างต้น แทบจะเป็น “เรื่องปกติ” ที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อนว่าเป็นพฤติกรรมเสี่ยง ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะการทานอาหารบนและดื่มเครื่องดื่มบนรถ เพราะฉะนั้นพยายามลด ละ เลิกพฤติกรรมดังต่อไปนี้จะดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยของคุณ คนที่คุณรัก และเพื่อนร่วมทาง
วิธีให้มีสมาธิตอนขับรถ ลด “ความเสี่ยง” ที่อาจเกิดขึ้น
หลังจากทำความเข้าใจ “สิ่งเร้า และพฤติกรรม” ที่ทำให้เสียสมาธิระหว่างขับรถมาแล้ว เรามาดู “วิธีป้องกัน” กันบ้างดีกว่า เพื่อจะได้ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้น้อยลง โดยวิธีป้องกันที่เรารวบรวมมาให้ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
-
อย่าใจลอย
เมื่อต้องขับรถให้พยายาม “จดจ่อ” อยู่กับการขับขี่อยู่เสมอ อย่าให้สิ่งอื่นใดมาเบี่ยงเบนความสนใจ มองให้ทั่ว และมองให้ไกล ไม่อย่างนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ
-
อย่าบ้าสมบัติ
อย่าพยายามเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาไว้ในห้องโดยสารมากเกินไป เพื่อป้องกันการเอื้อมไปหยิบ แถมสิ่งของเหล่านี้เมื่อกลิ้งไปมา ไม่ว่าจะบนเบาะหรือที่พื้น ทำให้ “รบกวนสมาธิ” ของผู้ขับขี่ได้ทั้งสิ้น
-
อย่าขับรถแบบลากยาว
การขับรถแบบลากยาวจะทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย แนะนำให้จอดพักทุก ๆ 120 กิโลเมตร พักดื่มน้ำ ล้างหน้าล้างตา แล้วค่อยเดินทางต่อ และถ้าหากรู้ตัวว่าง่วง ควรจอดพักทันที อย่าพยายามฝืนขับต่อเด็ดขาด แม้ว่าจะใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
-
จอดรถคุยโทรศัพท์
เพราะ “โทรศัพท์มือถือ” เป็นชนวนเหตุสำคัญ ที่รบกวนสมาธิและก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้นหากมีสายเข้า หรือต้องการติดต่อกับใคร ควรจอดรถให้นิ่งสนิทในพื้นที่ที่ปลอดภัย คุยธุระให้เสร็จแล้วค่อยออกเดินทาง เพื่อป้องกันการเสียสมาธิ จนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ
ทั้งหมดนี้คือ “วิธีป้องกัน” ที่ช่วยลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี พยายามเช็ก “พฤติกรรม” ของตัวเองดูสักนิด ว่าจริง ๆ แล้วกำลังทำพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยง หรือนำพา “สิ่งเร้า” เข้ามาไว้ในห้องโดยสารแบบไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า หากเช็กแล้วว่ามีความเสี่ยง พยายามแก้ไขและอุดช่องโหว่โดยเร็วที่สุด
การใช้รถใช้ถนนมีโอกาส “เกิดอุบัติเหตุ” ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดจากการที่คุณเสียสมาธิ หรือคันอื่น ๆ ไม่ระมัดระวัง ซึ่งไม่มีใครสามารถรู้ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และไม่อาจรู้ได้ว่า “ความเสียหาย” ที่เกิดขึ้น จะหนักหนาสักแค่ไหน ? คงจะดีไม่ใช่น้อยหากคุณซื้อ “ประกันภัยรถยนต์” ที่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมรอบด้านเอาไว้ เพียงเท่านี้การเดินทางของคุณจะราบรื่น ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เลยสักนิด
บทความที่น่าสนใจ
เพราะเรารู้ว่าคุณรู้สึกสับสนและมึนหัวเพียงใด ในตอนที่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช่